posted on 03 Jan 2011 04:07 by netiwut
ผมได้ไปทำงานต่างจังหวัด
ระหว่างยืนพักอยู่ รอคำสั่ง รองานเริ่ม
เพื่อนผมก็เด็ดใบไม้มาใบนึง
"เห็นรอยแหว่งมั้ย เขาเรียกว่าอะไร?" เพื่อนถาม
"อะไรของเมิงฟะ (ทำหน้าเซ็งๆ)" ผมถามกลับ
"มันเรียกว่า เว้า ใช่ปะล่ะ" อ่าว... ถามเองตอบเองซะแล้ว
"เออ แล้วไง"
"อันเนี้ย มันเว้านิดเดียว แล้วถ้าเว้าเยอะจะเรียกว่าอะไร"
"ก็น่าจะเรียกว่า โค้ง นะ" ผมตอบให้มันจบๆ ไป แต่มันยังไม่เลิก
"เฮ้ย! ไม่ใช่ เขาเรียกว่า ว้าว ว้าว ว้าว ว้าว ว้าว!!! (ทำเสียงแบบตลกคาเฟ่)"
"เอ่อ..."
posted on 24 Apr 2010 12:32 by netiwut
ว่าด้วยเรื่องเที่ยวกันต่อเป็นเที่ยวที่ 2
เห็นมั้ย ได้อีกความหมายแล้ว
เที่ยว 1 / เที่ยว 2 ก็หมายถึง "รอบ" นั่นเอง
อันนี้เคยงงปล่อยไก่มุขแป้กมาแล้ว อย่างฮา
คือต้องไปขึ้นรถทัวร์ไปเชียงราย เดินๆ ไปที่ชานชาลา
พวกพี่ๆ คนขับรถก็ถามว่า "เที่ยวไหนน้อง?"
ตอบไปด้วยความมั่นใจ "เชียงรายพี่ แต่คงไม่ได้เที่ยว ไปทำงานน่ะ"
...(เงียบ)...
"หมายถึงรถรอบกี่โมง ไม่ได้ถามว่าจะไปไหน"
เอ่อ...
posted on 22 Apr 2010 21:49 by netiwut
คำว่า "เที่ยว" มีตั้งหลายความหมาย
เที่ยวต่างจังหวัด
เที่ยวเล่นเดินเล่น
เที่ยวกลางคืน
ฯลฯ
แต่หากเป็นเสียงผู้หญิง...
"เที่ยวป่าวพี่"
"เที่ยวมั้ยคะ"
มันจะคิดเป็นอย่างไรไปได้
จบ
posted on 08 Apr 2010 18:20 by netiwut
และแล้วก็ถึงท่ารถไฟจนได้ กว่าจะฝ่าดงรถติดมาจนถึงนี่เล่นเอาหลับไปสองรอบแน่ะ เวลายังพอมี น่าจะไปทันเข้าเรียนแน่ๆ วันนี้เป็นวิชาที่ต้องเรียนห้องใหญ่ จริงๆ สายนิดสายหน่อยก็ไม่มีใครว่าหรอก แต่กลัวจะไม่มีที่นั่งมากกว่า
ใช้เวลาไปประมาณ 20 นาทีในการเดินทางข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยาและเดินมาขึ้นห้องเรียน คนเริ่มเยอะแล้ว แต่ยังพอมีที่ว่างอยู่ประปราย อ่อ...ต้องจองที่ให้ไอ่โน้ตด้วยสินะ
อาจารย์เริ่มบรรยายแล้ว แต่ก็ยังมีคนเข้าห้องอยู่เรื่อยๆ แล้วเธอก็ปรากฏกาย แม่นางเสื้อฟ้า เธอมองหาที่นั่ง เธอไม่มีที่นั่ง สงสัยจะมาคนเดียวไม่มีเพื่อนเรียนเลยไม่มีใครจองที่ไว้ให้ ช่างน่าเอ็นดู เอ้ย!!! น่าสงสารยิ่งนัก ที่นั่งข้างขวาผมก็ดันมีคนจอง ส่วนด้านซ้ายก็ของไอ่โน้ตซึ่งมันโทรมาแล้วและบอกมันไปแล้วว่าจองที่ให้แล้ว ไม่เช่นนั้นเธอคงจะมานั่งลงข้างๆ ผม
อา... ครั้งต่อไปคงต้องจองที่ให้เธอซะแล้ว !
ถ้าที่นั่งข้างขวานี้ไม่มีคนมานั่งจนจบชั่วโฒงเรียนนะ ผมจะฆ่าไอ้คนถัดไป !!!
posted on 07 Apr 2010 16:04 by netiwut
Perfect Balance
Prologue:
หรือนี่คือยุคที่มนุษย์จะสูญสิ้นทุกอย่าง ยุคที่มีแต่ความสับสนวุ่นวาย ยุคแห่งความโกลาหลภายในจิตใจมนุษย์
ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นไปตามแรงขับเคลื่อนแห่งจักรวาลหรือเพราะตัวมนุษย์เองกันแน่?
นาทีที่ 1
(เริ่มต้นด้วยความมืด แต่มองเห็นร่างของชายและหญิงคู่หนึ่ง)
“ชาย” เป็นผู้ชายคนหนึ่ง และ “หญิง” ก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ทั้งสองต่างก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร กำลังทำอะไร และอยู่ที่ไหน ชายมองไปรอบๆ เริ่มจากทางซ้าย ส่วนหญิงก็มองไปรอบๆ เริ่มจากทางขวา ทั้งสองมองหน้ากันและกันด้วยความฉงนสงสัยถึงการมีอยู่ของตัวตนคนทั้งสอง
การมีชีวิตอยู่คืออะไร?
(แสงเริ่มสว่างขึ้น รอบๆ ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขาว มุมมองเริ่มกว้างขึ้นเรื่อยๆ และหมุนเปลี่ยนมุมจนกว่าจะพอใจ และขณะเดียวกัน ไม้กระดานฝั่งคนยืนก็ค่อยๆ สูงขึ้น – ทั้งหมดเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน)
เมื่อแสงสว่างส่องมาจนมองเห็นจุดที่ทั้งสองกำลังยืนอยู่ ชายและหญิงก็เริ่มโอนเอียง ทรงตัวไม่อยู่ จนต้องจับมือและคอยประคองกันไว้ เพราะจุดที่ทั้งสองยืนอยู่นั้นคือสุดขอบของไม้กระดานแคบๆ แผ่นหนึ่ง เป็นไม้กระดานที่ยาวมากจนทั้งสองไม่แน่ใจว่าสุดขอบอีกฝั่งนั้นไกลหรือใกล้แค่ไหน
ทั้งๆ ที่ยืนอยู่สุดฝั่ง แต่น้ำหนักกลับถ่ายเทไปอีกฝั่งทำให้ฝั่งของชายและหญิงค่อยๆ สูงขึ้น ด้วยความชันและความคับแคบของไม้กระดานนี้เองที่นำความสั่นคลอนมาสู่ทั้งสอง
ความรู้คืออะไร? ใยนำพาความไม่มั่นคงมาสู่มนุษย์?
นาทีที่ 2
มนุษย์ผู้ไร้ที่พึ่ง ผู้ซึ่งกำลังตื่นตระหนก เขาและเธอกลัวว่าเมื่อใดที่ทรงตัวไม่อยู่ ก็อาจจะตกลงไปได้ พวกเขาจึงตัดสินใจใช้ความรู้ที่มี “สร้าง” สิ่งต่างๆ ขึ้นมา เพื่อถ่วงน้ำหนักอีกข้างหนึ่ง สิ่งที่พวกเขาเรียกร้องต้องการ สิ่งพวกเขาเชื่อและหวังว่าจะทำให้ชีวิตเกิดความสมดุล
(ชายจะเสก/สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมา แล้วสิ่งต่างๆ ก็จะไปตกอยู่อีกฟากหนึ่งของไม้กระดาน แต่ยิ่งสร้างมาถ่วง กลับจะทำให้ห่างไกลจากความสมดุลมากขึ้นๆ ฝั่งมนุษย์เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับแสงรอบๆ เริ่มหม่นกลายเป็นสีเทา)
ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ อาหาร สงคราม การฆ่าฟัน เงินตรา ฯลฯ (พวกค่านิยมทางสังคมทั้งหลายแหล่) แต่ยิ่งสร้างสรรค์ ก็ยิ่งทำให้เขาและเธอตกต่ำ ไม่มีสิ่งไหนเลยที่จะช่วยสร้างความสมดุลให้แกพวกเขา
ความสมดุลคืออะไร?
ทั้งสองถูกกดดันจากสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมาจนแทบยืนไม่ไหว ความสมดุลกลับตาลปัตร เขาและเธอรู้สึกอึดอัดและลำบากกว่าตอนแรกเสียอีก พวกเขาต้องทำอะไรสักอย่าง
ชายพยายามปัดสิ่งเหล่านั้นทิ้งไป แต่ไม่ว่าจะปัดอย่างไร มันก็ยิ่งทับถมเติมเข้าเรื่อยๆ ซ้ำยังสร้างแรงกดดันมากขึ้นกว่าเก่า จนทำให้ทั้งสองถึงกับต้องคลานคุกเข่า และไม่สามารถจะลุกขึ้นมาได้อีก
นาทีที่ 3
หญิงตัดสินใจ เธอค่อยๆ คลานไปด้วยความยากลำบาก แต่เธอก็ผ่านพ้นไปได้ ชายเริ่มไม่ไหวจนนอนฟุบไปกับพื้น หญิงยังคงมุ่งหน้าต่อไป เป้าหมายเธอคือฝั่งตรงข้ามจากที่เธออยู่
เมื่อเธอถึงอีกฝั่งแล้ว เธอก็รวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มีพุ่งเข้าชนให้สิ่งเหล่านั้นกระจัดกระจายออกไป
(แสงสว่างวาบ เจิดจ้า แล้วกลับมาเป็นสีขาวปกติจนเห็นทั้งสองคนชัดเจน ไม้กระดานเริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุล แต่กลับไปหนักอยู่ฝั่งหญิงแทน จนชายค่อยๆ ฟื้นและลุกขึ้นยืน ไม้กระดานก็เริ่มโยกมาจนเท่ากัน ทว่าไม่หยุดนิ่ง มันยังคงโคลงเคลงอยู่อย่างนั้น)
ชายและหญิงยืนอยู่คนละฝั่งด้วยความโคลงเคลง แต่ไม่มากนัก ทำให้ทั้งคู่ค่อยๆ ทรงตัวยืนอยู่ได้ด้วยกัน แล้วชายก็โบกมือทักทายให้หญิง
(การโคลงเคลงของไม้กระดานค่อยๆ ช้าลงๆ แต่ไม่มีทางที่มันจะหยุดนิ่งอยู่ตรงกลางที่ทั้งสองฝั่งจะเท่ากันพอดี)
ทั้งสองเริ่มสนุกกับการได้อยู่กันคนละฝั่ง นอกจากจะไม่ต้องเบียดเสียดกันแล้ว เขาและเธอยังได้ช่วยกันประครองความสมดุลเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย
มิตรภาพ / ความรักคือความสมบูรณ์อันสมดุลที่สุดแล้ว
บทสรุป:
ชีวิตที่สมบูรณ์ ต้องเกิดจากการสร้างความสมดุลในเพื่อนมนุษย์ ไม่ใช่การเติมเต็มตัวเองทางวัตถุ การบริโภคโดยขาดการไตร่ตรองและการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกโดยขาดจิตสำนึก มีแต่จะทำให้มนุษย์ต้องแบกรับสิ่งต่างๆ เอาไว้มากจนเกินไป ท้ายที่สุดแล้ว มันก็มีแต่จะทำลายเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง